วันที่ไดโนเสาร์หายไป
เมื่อ 66 ล้านปีก่อน ดาวเคราะห์น้อยกว้างราว 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลก นักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หลังการชนเกิดอะไรขึ้น และทำไมสัตว์บางกลุ่มจึงรอดมาได้
เบาะแสในชั้นดินเหนียวบางๆ
ในปี ค.ศ. 1980 ทีมของ หลุยส์ อัลวาเรซ (Luis Alvarez) นักฟิสิกส์ และ วอลเตอร์ อัลวาเรซ (Walter Alvarez) ลูกชายที่เป็นนักธรณีวิทยา ศึกษาชั้นดินเหนียวบางๆ ที่คั่นระหว่างหินยุคครีเทเชียสกับหินยุคถัดมา ใกล้เมืองกุบบิโอ ประเทศอิตาลี และพบธาตุ อิริเดียม (iridium) สูงผิดปกติ ธาตุนี้พบน้อยมากบนผิวโลก แต่พบมากกว่าในอุกกาบาต พวกเขาจึงเสนอว่าโลกถูกวัตถุจากอวกาศขนาดราว 10 กิโลเมตรพุ่งชน[2]
ต่อมามีการพบชั้นอิริเดียมแบบเดียวกันในหลายแห่งทั่วโลก พร้อมกับ "ควอตซ์ที่ถูกแรงกระแทก" (shocked quartz) ซึ่งเกิดได้จากแรงอัดมหาศาลเท่านั้น และเม็ดแก้วเล็กๆ ที่เกิดจากหินหลอมเหลวซึ่งกระเด็นขึ้นฟ้าแล้วเย็นตัวลง[2][4]
หลุมอุกกาบาตชิกซูลูบ
คำถามใหญ่ในตอนนั้นคือ หลุมจากการชนอยู่ที่ไหน คำตอบมาในต้นทศวรรษ 1990 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าโครงสร้างวงกลมกว้างราว 200 กิโลเมตร ที่ถูกฝังอยู่ใต้คาบสมุทรยูกาตัง ประเทศเม็กซิโก คือหลุมอุกกาบาต ตั้งชื่อตามชุมชนชิกซูลูบ (Chicxulub) ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลาง[3]
การหาอายุชี้ว่าหลุมนี้เกิดเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน ตรงกับช่วงที่ฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นกหายไปจากชั้นหินทั่วโลก[1][3]
หลังการชน
ภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง การชนทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง คลื่นสึนามิขนาดยักษ์ และเศษหินร้อนที่ตกกลับลงมาทั่วโลก ซึ่งอาจจุดไฟป่าในหลายพื้นที่[1][6]
ผลที่ร้ายแรงที่สุดตามมาภายหลัง ฝุ่น เขม่า และละอองกำมะถันจำนวนมหาศาลลอยปกคลุมชั้นบรรยากาศ บังแสงอาทิตย์จนโลกมืดและหนาวเย็นลงนานหลายปี พืชและแพลงก์ตอนสังเคราะห์แสงไม่ได้ ห่วงโซ่อาหารทั้งบนบกและในทะเลจึงพังทลาย สิ่งมีชีวิตราวสามในสี่ของทุกชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก เทอโรซอร์ สัตว์เลื้อยคลานทะเลขนาดใหญ่อย่างโมซาซอร์ และแอมโมไนต์[1]
ในช่วงเวลาเดียวกัน ภูเขาไฟขนาดมหึมาที่เรียกว่า เดคคานแทรปส์ (Deccan Traps) ในอินเดียก็ปะทุต่อเนื่องนานหลายแสนปี และปล่อยแก๊สที่เปลี่ยนสภาพอากาศ นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงว่าภูเขาไฟมีส่วนมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการชนของดาวเคราะห์น้อยเป็นตัวการหลัก[5]
ใครรอดมาได้
สัตว์ที่รอดชีวิตมักมีขนาดเล็ก กินอาหารได้หลายอย่าง หรือมีที่หลบภัย เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่อาศัยในโพรง จระเข้ เต่า กบ งู และกิ้งก่า สัตว์ในแหล่งน้ำจืดได้เปรียบ เพราะห่วงโซ่อาหารในน้ำพึ่งพาซากพืชซากสัตว์ที่สะสมอยู่ ไม่ได้พึ่งพืชที่ยังมีชีวิตโดยตรง[1]
งานวิจัยชี้ว่านกที่รอดมาได้น่าจะเป็นนกที่หากินบนพื้นดินและกินเมล็ดพืช ซึ่งเก็บอยู่ในดินได้นานแม้ไม่มีแสงแดด นกกลุ่มนี้คือบรรพบุรุษของนกทุกชนิดในปัจจุบัน และเมื่อไดโนเสาร์ขนาดใหญ่หายไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มีโอกาสวิวัฒนาการเป็นสัตว์หลากหลายชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย[1]
ธรรมชาติฟื้นตัวเร็วกว่าที่หลายคนคิด ฟอสซิลจากแหล่งคอร์รัลบลัฟส์ (Corral Bluffs) รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเก็บชั้นหินช่วงหนึ่งล้านปีแรกหลังการชนไว้ต่อเนื่อง แสดงว่าในช่วงหลายพันปีแรก พื้นที่ถูกปกคลุมด้วยเฟิร์นเป็นหลัก ราว 1 แสนปีหลังการชน ความหลากหลายของพืชและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลับมาใกล้เคียงก่อนเกิดเหตุ และราว 7 แสนปีต่อมา ก็มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หนักถึงราว 45 กิโลกรัม ใหญ่กว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดที่รู้จักจากยุคไดโนเสาร์[7]
สำหรับประเทศไทย ไดโนเสาร์ที่ตั้งชื่อแล้วทุกตัวมาจากหินที่เก่ากว่าเหตุการณ์นี้หลายสิบล้านปี เราจึงยังไม่รู้ว่าไดโนเสาร์ในดินแดนไทยในวันนั้นมีหน้าตาอย่างไร[8]
แหล่งอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม
- [1]Wikipedia: Cretaceous–Paleogene extinction event
- [2]Wikipedia: Alvarez hypothesis
- [3]Wikipedia: Chicxulub crater
- [4]Wikipedia: Shocked quartz
- [5]Wikipedia: Deccan Traps
- [6]Smithsonian Magazine: What happened seconds, hours, weeks after the dino-killing asteroid hit Earth?
- [7]PBS NOVA: New fossils capture million-year timeline of life after the dinosaurs died
- [8]Wikipedia: Khorat Group
บทความอื่น
- รอยเท้าไดโนเสาร์เกิดขึ้นได้อย่างไร
- ทำไมเรียกว่า "ฟอสซิลไดโนเสาร์" ไม่เรียกว่า "กระดูกไดโนเสาร์"
- รู้ได้อย่างไรว่าไดโนเสาร์มีอายุกี่ล้านปี
- ฟอสซิลไดโนเสาร์ตัวแรกของโลก (และของไทย)
- ไดโนเสาร์ได้ชื่อมาอย่างไร
- ไดโนเสาร์ไทยมีกี่ชนิด และพบที่ไหนบ้าง
- นกคือไดโนเสาร์จริงหรือ
- สัตว์ที่หลายคนคิดว่าเป็นไดโนเสาร์ แต่ไม่ใช่
- จูแรสซิก พาร์ค: เรื่องจริงแค่ไหน
- รู้ได้อย่างไรว่าไดโนเสาร์มีสีอะไร
- ไข่และลูกไดโนเสาร์
- ไดโนเสาร์คอยาวตัวใหญ่ได้อย่างไร

